ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสเต็กเนื้อ

Last updated: Sep 18, 2020  |  4804 จำนวนผู้เข้าชม  |  บทความ

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสเต็กเนื้อ

หากพี่ๆ น้องๆเป็นคนนึงที่ อยากเปิดร้านอาหาร หรือเปิดร้านสเต็ก หรือต้องการเพิ่มไลน์อาหารสเต็กง่ายๆให้กับร้านคาเฟ่ ร้านกาแฟของคุณ เนื้อวัวถือเป็นวัตถุดิบที่ขายไม่ได้เลยของร้านจริงไหม? เพราะงั้นข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อ ตรงนี้จึงเป็นข้อมูลที่ควรรู้ก่อนการขายสเต็ก ให้คำปรึกษาการเปิดร้านอาหาร เปิดร้านสเต็ก เปิดร้านกาแฟ เปิดร้านคาเฟ่ หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ คลิ๊กเลย

ก่อนอื่นเลยเราต้องรู้จักเนื้อในชิ้นส่วนต่างๆที่นิยมนำมาทำเนื้อสเต็กกันก่อนเลย




โดยทั่วไปแล้ว ชิ้นเนื้อที่นิยมนำมาทำสเต็กมีทั้งหมด 7 ชิ้นส่วนด้วยกัน
มาเริ่มกันเลย ....




1. เนื้อเซอร์ลอยน์ (Sirloin)
คือเนื้อส่วนสะโพกด้านบน ที่มีชื่อเรียกอีกชื่อคือ เนื้อสันนอก นั้นเอง เนื้อส่วนนี้เป็นเนื้อที่มีความนุ่มอยู่ในระดับนึง มีมันแทรกเล็กน้อย แต่จะมีมันอยู่บริเวณด้านบนของชิ้นเนื้อสเต็ก ทำให้เวลาเคี้ยว เคี้ยวสนุกและได้ลิ้มรสเนื้อและ มันของเนื้อที่ละลายอยู่ในปากได้อย่างเต็มๆคำ นอกจากนี้ยังเป็นเนื้อที่ราคาไม่สูงนัก จึงเป็นที่นิยมกันมากในการนำมาทำเนื้อสเต็ก โดยทั่วไปแล้ว เนื้อเซอร์ลอยน์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องมีเลยหากคิดว่าจะขายสเต็ก เพราะเป็นสิ่งที่ลูกค้านิยมมากกกก คลิ๊กเพื่อดูสินค้า

 





2. เนื้อเทนเดอร์ลอยน์ (Tenderloin)
เรียกอีกชื่อคือ เนื้อสันใน เป็นส่วนที่ขึ้นชื่อมากๆ เรื่องความนุ่ม เนื่องจากว่าเป็นส่วนที่วัว ไม่ค่อยได้ใช้งาน จึงทำให้มีกล้ามเนื้ออยู่น้อย ทำให้เนื้อไม่เหนียว แต่ในขณะเดียวกันก็มีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อน้อยเช่นเดียวกัน ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของสาย Lean มากๆ และด้วยความที่เป็นส่วนนี้เป็นส่วนที่ไม่ใหญ่มาก (เส้นผ่าศูนย์กลางไม่กว้าง) จึงทำให้เวลาตัดเป็นชิ้นสเต็กจะได้ชิ้นกลมๆ หนา แต่ชดเชยด้วยคอนเซ็ปต์เนื้อนุ่ม มันน้อยต้องเนื้อเทนเดอร์ลอยน์ เท่านั้นจ้า คลิ๊กเพื่อดูสินค้า







3. เนื้อริบอาย (Rib Eye)
คุ้นหูกันมากๆ เดี๋ยวนี้อะไรๆก็ ริบอายๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านชาบู ร้านปิ้งย่าง หรือร้านสเต็กต้องมีส่วนนี้ขาย ริบอายคือส่วนที่อยู่ติดกับซี่โครง เนื้อส่วนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความหอมเวลา นำไปย่าง เนื่องจากเป็นเนื้อส่วนที่มีปริมาณไขมันแทรกอยู่ในเนื้อเยอะ นอกจากนี้เนื้อสัมผัสของเนื้อส่วนนี้ยังมีความเป็นเนื้อให้เคี้ยว ชุ่มฉ่ำและเด้งสู้ลิ้นสู้ฟันสุดๆ กัดไปทีมันแตกละลายในปาก สุดท้ายมีเนื้อให้เคี้ยวเด้งๆ อีก ฟินสุดๆละ (ขนาดคนขายเนื้อ ยังกินประจำนะส่วนนี้ไม่มีเบื่อ) ในส่วนนี้ควรจะมีขายในร้านทุกระดับนะ เพราะเนื้อส่วนนี้เป็นที่คุ้นหูของลูกค้าและเป็นที่นิยมมาก ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถทำกำไรต่อจานได้ค่อนข้างสูงด้วย คลิ๊กเพื่อดูสินค้า







4. สต
ริปลอยน์ (Strip Loin)
ได้รับการยกย่องมากๆว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดของวัวในการทำสเต็ก ขนาดที่ว่ามีฉายาว่าเป็น God Father of Steak กัน้ลยทีเดียว เพราะเนื้อสเต็กสตริปลอยน์ นั้นทั้งนุ่มแบบเทนเดอร์ลอยด์และกัดลงไปแล้วยังฉ่ำไปด้วยรสชาติของเนื้อสันติดมันแบบถึงใจ เรื่องราคาอาจสูงสักหน่อยเพราะเป็นเนื้อสันส่วนน้อยในตัววัวนั่นเอง แต่หากใครได้ลองแล้วติดใจเปย์เนื้อกันง่ายๆเลยจ้า นอกจากชื่อนี้แล้ว ยังสามารถเรียกว่านิวยอร์กสตริปสเต็ก (New York Strip) ได้ด้วยนะ  คลิ๊กเพื่อดูสินค้า







5. ทีโบนสเต็ก (T-Bone)
เนื้อส่วนนี้นั้นเป็นเนื้อส่วนที่ ตัดแต่งเอาตรงจุดกึ่งกลางของเนื้อชั้นเยี่ยมสองแบบนั้ก็คือเทนเดอร์ลอยน์ และเนื้อสตริปลอยน์มาทำเป็นสเต็ก โดยถูกคั่นกลางด้วยกระดูรูปตัว T ทำให้ถูกเรียกว่าทีโบนนี่แหละครับ การกินทีโบนสเต็กนั้นจะทำให้เราได้ลิ้มรสเนื้อสองแบบในเวลาเดียวกัน ทั้งส่วนนุ่มๆของเทนเดอร์ลอยน์ และส่วนที่เป็นไขมันชุ่มฉ่ำแบบสตริปลอยน์ด้วย ภายในชิ้นเดียว คลิ๊กเพื่อดูสินค้า







6. โทมาฮอว์ค (Tomahawk Steak)
เรียกได้ว่าเป็นคู่แฝดของทีโบน แต่ความอร่อยเด็ดและขนาดของชิ้นเนื้อจะอลังการมากกว่า เพราะเป็นเนื้อซี่โครงส่วนที่ใหญ่ที่สุดในวัว จึงพกเนื้อหนังและไขมันมาแบบจัดหนัก ส่วนมากจะถูกจัดเสิร์ฟด้วยความหนาประมาณ 2 นิ้วขึ้นไป หั่นมากินแต่ละคำต้องบอกว่าสุดยอดมาก ๆ ยิ่งถ้าสั่งแบบมีเดียมแรร์ คือเนื้อที่ย่างกึ่งสุกกึ่งดิบ ก็จะเริ่ดเว่อร์เลยจ้า คลิ๊กเพื่อดูสินค้า







7. สเต็กเนื้อบด (Ground Beef Steak)
 สเต็กเนื้อบดจะเป็นเนื้อวัวกับไขมันวัว นำมาบดรวมกันแล้วหมัก มักจะใช้เป็นเนื้อสำหรับทำเบอร์เกอร์ชนิดต่าง ๆ แต่ถ้าจะให้ดีต้องย่างหรืออบแบบมีเดียม ย่างให้พอสุกแบบอมชมพูหน่อย ๆ ราดซอสสักหน่อย อร่อยอย่าบอกใครเลยจ้า เมนูนี้จะบอกว่าเป็นที่นิยมของทุกๆวัย และทำกำไรต่อจานได้ดีมากๆ แถมยังประยุกษ์ให้เข้ากับเมนูอื่นๆ สร้างมูลค่าเพิ่มได้ง่าย เช่น แฮมเบเกอร์เนื้อ ข้าวเนื้อบดเทริยากิ หรือสปาเก็ตตี้เนื้อบดซอสมะเขือเทศ คลิ๊กเพื่อดูสินค้า




เนื่องจากเนื้อวัวเป็นเนื้อที่เราสามารถทานแบบดิบ หรือไม่สุกก็ได้ การความคุมระดับความสุกให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าจึงสำคัญต่อภาพลักษณ์ของร้านมากๆ





ระดับความสุกของเนื้อ






การวัดระดับความสุกของเนื้อ

การวัดความสุกของเนื้อสเต็กจะวัดได้ 2 แบบ



1. ใช้นิ้วมือของคุณกดลงไปในสเต็กที่ปรุงสุก

เป็นวิธีที่สามารถวัดได้โดยไม่ใช้อุปกรณ์ใดๆ แต่ใช้วิธีการสัมผัสด้วยนิ้ว โดยใช้นิ้วจิ้มเนื้อ แล้วมาเปรียบเทียบกับมือ ส่วนใต้นิ้วโป้ง (ทำมือดังรูป) เมื่อเอานิ้วโป้งแตะกับนิ้วชี้ เนื้อเมื่อแข็งเท่านี้คือสุก ระดับแรร์ (Rare) เมื่อเอานิ้วโป้งแตะกับนิ้วกลาง เนื้อเมื่อนุ่มได้เท่ากับมือคือสุก ระดับมีเดียม แรร์ (Medium Rare) นิ้วนางคือ มีเดียม (Medium) และ นิ้วก้อยคือ เวล ดัน (Well Done) เทคนิคนี้คุณลองใช้ดูนะ (สำคัญคืออย่าลืมงอนิ้วเข้าหากัน อย่าเกร๊งนิ้ว)

 





2. เครื่องวัดอุณหภูมิเนื้อสเต็ก

การใช้เทอร์โมมิเตอร์วัด เป็นวิธีที่ชัวร์สุด แม่นยำสุดสำหรับมือใหม่เปิดร้านแนะนำว่าหาซื้อสักอันเถอะ จะได้ทำได้ระดับความสุกที่ลูกค้าต้องการทุกๆครั้ง คลิ๊กเพื่อดูสินค้า

• บลูแรร์ (Blue Rare) : อุณหภูมิภายในชิ้นเนื้อควรวัดได้ประมาณ 46 °C
แรร์ (Rare) : อุณหภูมิภายในชิ้นเนื้อควรวัดได้ประมาณ 48°C
มีเดียม แรร์ (Medium Rare) : อุณหภูมิภายในชิ้นเนื้อควรวัดได้ประมาณ 55°C
มีเดียม (Medium) : อุณหภูมิภายในประมาณ 58-60°C
เวล ดัน (Well Done) : อุณหภูมิอยู่ที่ 65°C



หากพี่ๆน้องๆ ลองทำดูสัก 4-5 รอบ และตรวจด้วยเครื่องวัดอุณหภูมิ และลองทานให้เข้าใจ ผมคิดว่าจะสามารถควบคุมระดับความสุกให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าเราได้แน่นอนครับ สู้ๆ ให้คำปรึกษาการทำร้านอาหาร ร้านสเต็ก ร้านกาแฟ ร้านคาเฟ่ หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ คลิ๊กเลย



เว็ปไซต์อ้างอิง

https://www.farmison.com/community/recipe/
https://cooking.kapook.com/view93629.html
https://food.mthai.com/food-recipe/96654.html

Powered by MakeWebEasy.com